เวิร์คฯ: ถุงยางอนามัย

posted on 22 Jan 2013 16:02 by yimmanyyim  directory Travel, Diary
 
คราวก่อนทุเร๊ศ ทุเรศ อัพเรื่องเวิร์คแอนด์แทรเวลทั้งทีก็อัพถึงแค่เรื่องทำงานวันแรก 5555
 ไม่ได้เรื่องจริงๆเล้ยยเรา
 
เอาล่ะ งั้นเอนทรีนี้เรามาต่อเรื่องเวิร์คฯกันเนอะ :)
 
ยิ้มทำงานเป็นเรสเตอรอนท์โฮสเตส (restaurant hostess) ที่โรงแรมค่ะ
โฮสเตสคือพนักงานต้อนรับ
หน้าที่ยิ้มก็คือยืนรับแขกหน้าร้านอาหารของโรงแรม
ซึ่งที่ที่ยืนประจำ จะเป็นลักษณะคล้ายๆเคาเตอร์ ซึ่งพวกยิ้มเรียกว่า "สเตชั่น" (Host Station)
เมื่อแขกเดินผ่านประตูร้านเข้ามา ยิ้มก็จะฉีกปากยิ้มแบบสดใสที่สุดในโลกให้แขกไป 55555
เฮ้ยย เห็นหน้าดุๆ+เอ๋อๆแบบนี้ แต่แขกหลายคนชมเราบ่อยนะ
"You have the most beautiful smile I have ever seen."
(คุณมีรอยยิ้มที่สวยงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา)
ฮิยะ ลอยย ลอยยยยยยย 555555555
 
ส่วนมากยิ้มจะได้ทำงานกะเช้าค่ะ คือเริ่มทำงานหกโมงเช้าไปจนถึงสิบเอ็ดโมง หรือไม่ก็บ่ายโมง
เวลาเช้า แดดสวยๆ ลมอ่อนๆ ทำให้ยิ้มมีอารมณ์และมีกำลังใจในการต้อนรับแขกค่ะ
แต่ถ้าช่วงไหนเป็นวันหยุดยาว แขกเยอะๆ ทำงานหลายๆชั่วโมง ต่อให้แดดสวย ลมอ่อน แถมสายรุ้งอีกสามเส้นก็ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาไม่ได้
รอยยิ้มที่ทำให้โลกดูสดใสอาจจะจะกลายเป็นการฉีกปากยิ้มแต่หน้าไม่ยิ้มตามได้เหมือนกัน แลดูสยองมิใช่น้อย
 
 
กิจวัตรประจำวันของยิ้มก็จะเริ่มด้วยการตื่นประมาณตีสี่ครึ่ง อาบน้ำแต่งตัว
แต่งหน้าทำผม...
อันนี้ขาดไม่ได้เลยนะ ตอนแรกแต่งไปทำงานตามปกติ ก็นะ อารมณ์ผู้หญิงน่ะ
เฮ้ยยย เจ้านายขาาา หนูขอสวยบ้างอะไรบ้างนิดนึง (แต่ก็ไม่ได้บอกเจ้านายหรอกนะ 55)
แต่มีช่วงนึง ไม่แต่งหน้าทำผมมาทำงานเลย หน้าเปล่าๆเปลือยๆ
(เปล่าเปลือยของจริง ล้างหน้า ทามอยเจอร์ไรเซอร์ก็เสร็จเลย)
ผมก็มัดขึ้นเฉยๆ ไม่ได้กังวลว่าจะมีปอยผมหลุดลุ่ยอะไรมั้ย
เปลือยหน้าไปทำงานพักนึง อยู่มาวันหนึ่ง อารมณ์ดี ก็เลยแต่งหน้าไปทำงาน
พอเจ้านายมาเห็นที่ร้านอาหารปุ๊บ
"อ้าว วันนี้สวยนะ ไอต้องขอบคุณยูแทนโรงแรมมากๆเลยนะ ที่ยูแต่งหน้ามาทำงานซะที"
เอิ่ม... คือ... นี่ชมหรือด่าอ่าาา T^T
 
แต่ก็เข้าใจอ่ะนะ งานบริการ และนี่ยิ่งเป็นพนักงานต้อนรับ มันก็ต้องดูดีบ้างอะไรบ้าง เครื่องแบบที่บริษัทตัดให้มันก็ดูดีประมาณหนึ่งอยู่ ไอ้ครั้นจะมาทำหน้าโทรมๆยืนยิ้มให้แขก มันก็คงไม่ใช่
 
โอเคค่ะ ต่อไปนี้หนูจะแต่งหน้ามาทำงานทุกวันค่ะ ว่าแต่ขอชั่วโมงทำงานเพิ่มด้วยนะคะ หนูจะได้เอาเงินไปซื้อเครื่องสำอางค์เพิ่ม 555555555555
 
  photo 253729_2054614560516_5110463_n_zps6d909ce5.jpg
 
เครื่องแบบโฮสเตสค่ะ
อารมณ์จะประมาณกัปตัน กลาสีเรือ อารมณ์ทะเลๆหน่อยค่ะ
 
  photo 226491_2021688457384_4406873_n_zps5c596c7c.jpg
 
แถม 55
 
โรงแรมที่ยิ้มทำงานเป็นโรงแรมที่อยู่บนเกาะค่ะ
ส่วนใหญ่แขกที่โรงจะมาพักผ่อนจริงจัง มาตีกอล์ฟ ตีเทนนิส มาทะเล ใช้เวลาไปกับครอบครัว และส่วนมากก็มีฐานะไม่ใช่น้อย มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่แขกต้องคาดหวังในการรับการบริการที่ดี
ลองคิดถึงใจเขาใจเรา ถ้าเราไปพักผ่อนแล้วต้องจ่ายเงินเยอะๆแบบนั้น ก็คงไม่อยากตื่นมาตอนเช้ามาทานข้าวแล้วเจอกับพนักงานต้อนรับหน้าบูดๆหรอกเนอะ
งั้นเอาไปเลยค่ะ ยิ้มสยามมม...
 
เมื่อแจกยิ้มสยามรับแขกไปแล้ว เราก็จะกวาดสายตาตรวจดูจำนวนแขกว่ามีกี่คน มือก็เอื้อมไปหยิบเมนูให้เท่ากับจำนวนแขก และต้องดูด้วยว่าแขกกลุ่มนั้นมีเด็กมาด้วยหรือเปล่า ถ้าหากว่ามีเด็ก เราก็ต้องหยิบเมนูเด็กมาพร้อมกับสีเทียน
 
เมนูเด็กคืออะไร?
 
เมนูเด็กคือเมนูอาหารของเด็กๆทั่วไป ไม่มีรสชาติจัด ไม่มีชื่อน่าปวดหัวเช่น โพ บอย หรือ อเมริกันคลับแซนด์วิช
(นั่นดิ ทำไมมันต้องชื่ออเมริกันคลับแซนด์วิช?)
ซึ่งชื่อเมนูเด็กก็จะอารมณ์ประมาณ "Hotdog Dougie Do" "Chicken Nuggety"
อะไรแบบนี้ให้ดูคิกขุอาโนเนะ เด็กๆน้อยๆ อนุบาลๆ
และในเมนูเด็กก็จะมีภาพวาดเปล่าๆพื้นหลังสีขาวให้ แล้วก็ให้เด็กเอาสีเทียนที่เราให้ไประบาย เพื่อให้เด็กได้มีอะไรทำระหว่างรออาหาร จะได้ลดการรบกวนพ่อแม่และแขกโต๊ะข้างเคียง
อืมมม ประเทศไทยควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างค่ะ = =
 
ตอนแรกที่ยิ้มมาทำงานแล้วต้องรับออร์เดอร์อาหารโทรศัพท์เพื่อที่จะส่งอาหารไปให้บนห้อง หรือที่เรียกว่า "รูมเซอร์วิส" หรือ "อินรูมไดน์นิ่ง" (Room Service & In-Room Dining)
ตอนนั้นยิ้มเพิ่งทำงานใหม่ๆ เรื่องเมนูเด็กก็ไม่ค่อยมีความรู้อะไร เพราะเจ้านายสั่งมาแค่ว่า เอาเมนูเด็กให้แขกเด็กด้วย ก็เลยไม่ได้ศึกษาอะไร
 
วันหนึ่ง ยิ้มรับโทรศัพท์แขกผู้หญิงคนหนึ่ง เค้าก็สั่งอาหารไปตามปกติ สั่งเมนูผู้ใหญ่
เครื่องดื่ม โค้ก สไปรท์ ด็อกเทอร์เพ็พเพอร์ อะไรก็ว่าไป
พอมาถึงฮ็อตด็อกโดกี้ดูเท่านั้นแหละ
ยิ้ม: "......................" (คิดในใจ) "...The fuck!?"
หันซ้ายหันขวาหาเพื่อนข้างๆ มีเด็กเสิร์ฟอยู่ข้างๆพอดี (ซึ่งอาชีพเด็กเสิร์ฟต้องรู้รายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับอาหารทั้งหมด ถ้าหากว่าแขกถามว่าเมนูนี้ทำจากเนื้ออะไร ใส่ผักอะไร ต้องตอบได้)
เราก็รีบเอาหูโทรศัพท์ออกไปไกลๆ แล้วสะกิดและกระซิบถามเพื่อน
"What the hell is Hotdog Dougie Do?"
อ๋อ มันคือฮ็อตด็อก (ที่จะเป็นขนมปังแท่งนุ่มๆยาวๆแล้วมีฮอตด็อกข้างใน)
อ๋ออออออ.... แล้วก็รับออร์เดอร์ต่อ...โง่จริงกรู = =
 
กลับมาที่หน้าที่ต่อ (จริงๆอาจจะเคยเล่าไปบ้างแล้ว แต่เล่าใหม่ก็ไม่พรือ(ไม่เป็นไร)เนอะ หายไปนานเผื่อลืมกันหมดแล้ว 55)
พอหยิบเมนูครบตามจำนวนแขกแล้ว สายตาก็จะก้มลงมองบอร์ดแผนที่ของโต๊ะในห้องอาหารทั้งหมด
ซึ่งบอร์ดแผนที่อันนี้นี้ มันเป็นอะไรที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง เปราะบาง เชือดเฉือน เต็มไปด้วยอำนาจ และอาบไปด้วยน้ำตาของยิ้มมาหลายรอบแล้ว (เวอร์แต่จริง ไว้เดี๋ยววันหลัง(อีกละ)จะเล่านะจ๊ะ)
ต้องดูว่าโต๊ะไหนว่าง และเด็กเสิร์ฟคนไหนที่ยังว่างอยู่ เราก็นำแขกไปนั่งโต๊ะนั้น
(ที่ต้องดูว่าเด็กเสิร์ฟคนไหนว่าง ก็เพื่อที่จะได้มอบงานให้กันอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ว่าแขกจะไปกองที่ใครคนเดียว เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเด็กเสิร์ฟคนนั้นดูแลแขกไม่ทัน และเด็กเสิร์ฟคนอื่นก็พลอยไม่ได้รายได้ (ทิป) ไปด้วย)
เมื่อนำแขกมานั่งที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ก็แจกเมนู
และเขวี้ยงยิ้มสยามใส่แขกอีกรอบ แล้วเดินกลับมาสเตชั่น 5555555
 
ทั้งหมดนี้เรียกว่าการเทค (take) แขก
 
จากตรงนี้ เราก็กลับมาที่หน้าจอคอมที่สเตชั่น เปิดระบบการใช้โต๊ะอาหารที่เราเพิ่งเทคแขกไป
ใส่รายละเอียดให้หมด มีแขกกี่คน และเด็กเสิร์ฟคนไหนเป็นคนดูแล
จากนั้นเด็กเสิร์ฟก็จะดูแลแขกต่อไป
สุดท้ายเมื่อแขกเรียกเช็คบิล เด็กเสิร์ฟก็เดินมาหาเราที่สเตชั่น เราก็ปริ้นบิลให้
แล้วเด็กเสิร์ฟก็จะเอาไปให้แขก แขกจ่ายเงิน อาจจะเป็นจ่ายทางบัตรเครดิตหรือเงินสด
ซึ่งตรงนี้ก็สำคัญสำหรับเด็กเสิร์ฟอีกล่ะ ถ้าแขกจ่ายเป็นบัตรเครดิต แขกจะเขียนระบุลงไปว่าจะให้ทิปเด็กเสิร์ฟเท่าไหร่

บางคนได้ 20-30 เหรียญเลยนะ แล้วคิดดูว่าวันนึงมันเสิร์ฟกี่โต๊ะ
ทิปที่เด็กเสิร์ฟได้มากสุดที่เคยเห็นคือ 100 ดอลลาร์ หรือสามพันบาท
โหววววว อยากเป็นเด็กเสิร์ฟ = =
 
 
คือจริงๆแล้ว เงินสกุลดอลลาร์ มันจะมีเซนต์อยู่ เซนต์ก็เหมือนกับสตางค์บ้านเรา
เวลาเราจ่ายอะไร แล้วมันมีเซนต์ขึ้นมา เราก็จะให้ทิปด้วยการเติมเลขเข้าไปให้เซนต์มันหมด
 
อ่ะงง
 
สมมติว่ายิ้มทานข้าว ทานเสร็จ เช็คบิล ราคาอาหารทั้งหมด $14.68
ยิ้มก็จะตั้งเลขเซนต์ข้างหลังไว้ให้เป็น 00 ด้วยการบวก .32 เข้าไป
ส่วนเรื่องทิป จะให้เท่าไหร่ก็ต้องดูการบริการอีกที ถ้าหากว่าดูแลเอาจใส่เรา เราอารมณ์ดี มีความสุข
ก็ปัดให้ไปเลย $5.32 พอบวกค่าอาหาร $14.68 ไป ราคาทั้งหมดที่เราจ่ายก็จะเป็น $20 พอดี
 
คืออยากทำให้เงินที่เราจ่ายมันเป็นเลขจำนวนพอดีๆ จะได้ไม่ต้องมีตังค์ทอนเป็นเหรียญอะไรมากมาย
 
ซึ่งทิปนี้ สำคัญมากนะคะ เวลายิ้มไปทานข้าวที่ไหนยิ้มก็ให้ทิปตลอด (ในอเมริกา)
พอกลับเมืองไทย เวลาทานข้าวกับแม่ ก็จะบอกแม่ตลอด
"แม่ แม่ให้ทิปด้วยสิ แม่รู้มั้ย บุญกุศลที่แม่ทำไป มันจะส่งมาถึงลูกนะ เวลาทำงานลูกจะได้ได้ทิป"
55555555555555555555555555555
พูดได้นี่หว่า เราไม่ได้จ่ายค่าอาหาร

 
แขกบางคนเซ็นให้ทิป 10 เซนต์ (3 บาท 10 สตางค์)
(อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ 1 ดอลลาร์ ต่อ 31 บาท ข้อมูล ณ มีนาคม 2011)
คือเหมือนกับว่าค่าอาหารแขก 12.90 แขกเลยให้ทิป $.10 เพื่อตัวเลขจะได้ปัดเป็น $13
เด็กเสิร์ฟก็จะเดินเอามาให้ดู "โห แม่ง ให้ทิปกู 10 เซ็นต์ ให้เพื่อ?

พอแขกจ่ายเงินหรือให้บัตร เด็กเสิร์ๆก็จะนำบิลกลับมาให้เรา
เราก็รูดบัตร/ทอนตังค์ ปิดระบบการใช้งานโต๊ะ เก็บบิลไว้ (เผื่อเกิดปัญหาเรื่องการจ่ายเงินขึ้นมา เราจะได้มีหลักฐานไว้)
 
และอีเรื่องทอนตังค์นี่แม่งก็มีปัญหาเรื่องเด็กเสิร์ฟอีกล่ะ
เวลาทอนตังค์ ต้องทอนให้มีแบงค์ $1 เยอะๆ
แขกจะได้ไม่อยากเก็บเข้ากระเป๋า กลัวหนัก ก็ให้เป็นทิปเด็กเสิร์ฟไป
เพราะถ้าทอนเป็นแบงค์ $5 $10 $20 แขกก็จะรู้สึกว่าเงินแบงค์นั้นมันก็มีมูลค่าเยอะนะ
แขกอาจจะไม่ให้ทิปเลย แต่ถ้าทอนแบงค์ $1 ไปเยอะๆ อย่างน้อยๆมันอาจจะได้ทิปสัก $3

 
 เอ่อออ อีพวกเด็กเสิร์ฟคะ ตกลงว่าดิชั้นกำลังทำงานบริการใครคะเนี่ย แขกหรือเด็กเสิร์ฟคะ เริ่มสับสน = =

 
 
ทั้งกะก็จะยืนรอรับแขก เทคแขก เปิดโต๊ะ ปิดบิลอยู่อย่างนั้น ไม่ได้นั่ง ไม่ได้พัก ยืนทำงานอย่างนั้นตลอด 5-6 ชั่วโมง
และถ้าช่วงไหนเป็นไฮซีซั่นล่ะก็ ทำงานตั้งแต่ 7 โมง ไปจนถึง 5 ทุ่ม
ยืนกันไปค่ะ ยืนกันให้ง่อย ยืนเหมือนพรุ่งนี้จะโดนตัดขา ยืนเหมือนชาตินี้จะไม่ได้ยืนอีกแล้ว
 
 
และนี่คือวิธีการพักขาของเจ้าของบล็อก
 
  photo 249404_2054613480489_5637080_n_zpsb6b95260.jpg
 
5555555555555555555
มันพักสถุนไปป่ะให้ทาย? 55
 
สังเกตว่าข้างหลังคือเคาเตอร์ ที่ิยิ้มยืนอยู่คือสเตชั่น
ตรงเคาเตอร์ก็จะมีสิ่งของมากมาย ทั้งม้วนกระดาษบิล ช้อน-ส้อมพลาสติค
ซองน้ำตาล พริกไทย เกลือ ฯลฯ (สำหรับให้แขกเวลามาแบบ Take Away)
 
 
 
งานก็จะเป็นประมาณนี้ค่ะ เลิกกะเช้าในตอนเที่ยง หรือหลังเที่ยง กลับบ้านมานอน เขียนไดอารี่
ทำอาหาร เดินออกกำลังกาย ไปกินข้าวให้รางวัลตัวเองอะไรก็ว่าไป
 

 
แต่มีอยู่วันหนึ่ง จะจำไปจนตาย
 

 
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยกำลังจะปิดพอดี
และนักศึกษาปีสี่ก็จะมีปาร์ตี้งานพรอมกัน (เอ๊ะ! เล่าเรื่องพรอมตอนไปเรียนไฮสกูลไปหรือยังนะ?)
นักศึกษาปีสี่จากมหา'ลัยหนึ่งก็เลยมาปาร์ตี้กันที่นี่ ซึ่งเช็คอินเข้าอยู่กันนานหลายวันเลยทีเดียว
ตอนนั้นแขกเยอะมากกกก วัยรุ่นทั้งนั้น ใส่บิกินี่เดินกันไปมา
จากปกติที่เคยรับแขกแบบครอบครัว แต่คราวนี้ต้องมารับแขกวัยรุ่น ก็จะเรื่องมากเป็นพิเศษ
เดี๋ยวจะเอานั่น เดี๋ยวจะขอนี่ ถามโน่น ถามนั่น เยอะแยะ
เหนื่อยมากค่ะ ช่วงนั้น กลับไปบ้านก็นอนอย่างเดียว
 
และพอถึงวันที่เหล่านักศึกษาเช็คเอาท์ มันก็เช็คเอาท์พร้อมกันทีเดียวแทบทั้งชั้น
พอเช็คเอาท์หลายๆห้อง ก็แปลว่าพนักงานทำความสะอาดต้องก็ต้องทำความสะอาดหลายห้อง
พอเช็คเอาท์หลายๆห้อง ก็แปลว่าพนักงานไม่พอ
พอเช็คเอาท์หลายๆห้อง พนักงานไม่พอ ก็ต้องไปขอแรงพนักงานอื่นมาช่วย
พอเช็คเอาท์หลายๆห้อง แรงพนักงานอื่นมาช่วยไม่พอ ภาระจึงมาตกที่กู...
 
อะไรวะ!?!?!?!?!?
 
ด้วยความที่ช่วงนั้นมันก็ไฮซีซั่น พนักงานก็ทำงานไม่ทันอยู่แล้ว
โรงแรมก็หาคนมาทำงานเพิ่มไม่ทัน แม้จะโทรเรียกไม่ได้เข้าเวรวันนั้นมาเพิ่มแล้ว ก็ยังไม่พออยู่ดี
 
วันนั้นก่อนเที่ยง เจ้านาย (ผู้ที่ปกติจะหน้าดุมาก นิสัยก็ดุ) เดินเลียบๆเคียงๆเข้ามา
"ยิ้มม บ่ายนี้ยูมีอะไรต้องทำป่าวว"
เราก็งง อะไรแวะ มาไม้ไหนแวะ
"คือแบบ เนี่ย แขกเช็คเอาท์ทีเดียวเยอะแยะเลย โน่นนี่นั่น พนักงานไม่พอ นั่นนี่ วันนี้ตอนบ่ายยูไปทำแผนกทำความสะอาดนะ"
 
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
 
ยิ้ม: (คิดในใจ) "บ้าป้ะ!? รับแขกก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว เดินไปเดินมาขอนั่นขอนี่ตลอดเลย จะกลับไปนอน ทำไมไอต้องมาทำงานเพิ่มด้วย แล้วทำไมไม่บอกก่อนล่วงหน้าจะได้นอนเก็บแรงมาเยอะๆ จะได้ทำใจก่อน บลาๆๆ"
 
(ที่พูดจริง) "เอ่อ... ไอต้องทำอะไรบ้าง?"
 
ก็งี้แหละน้าา คนไทยขี้เกรงใจตลอดดดด = =!
 
วันนั้นเราเลยได้ไปทำงานภาคบ่ายกับแผนกทำความสะอาด
ซุปเปอร์ไวเซอร์ก็เอาตารางเช็คเอาท์มาให้เราดู ว่าเราต้องทำชั้นนี้ ฝั่งนี้นะ
ยูต้องดึงผ้าปูเตียงออกให้หมด และเก็บขยะในห้องให้สะอาด เข้าใจนะ
 
 
โอเค เข้าใจ ถอนหายใจหนึ่งที เริ่ม!
 
ดึงผ้าปูเตียง ผ้าปูเตียงหลายชั้นมาก จะหลายชั้นไปไหน
และแต่ละชั้น ขึงไว้แน่นหนามาก ต้องใช้แรงเยอะมาก จะขึงแน่นไปไหน
ดึงๆออกมา กองไว้ที่พื้น
หันไปเก็บขยะ อร๊ายย แขกทำตังค์หล่น เสร็จกรูค่าาา
 
พนักงานวันนั้นเยอะมากค่ะ โรงแรมโทรจ้างคนมาทำงานเยอะมาก
(คนที่โรงแรมจ้างจะเป็นพวกที่ว่างงาน และพร้อมจะถูกว่าจ้างตลอด ต้องมาลงชื่อกับโรงแรมไว้ ถ้าโรงแรมต้องการคน จะโทรเรียกเอง)
เจอหลายคนที่ไม่คุ้นตา ทั้งเม็กซิกัน แอฟฟริกันอเมริกัน เยอะแยะไปหมด
ทุกคนวิ่งวุ่นทำความสะอาดกันหมด รวมทั้งเจ้านายของเราด้วย = =
อืม เข้าใจแล้ว ว่ามันเช็คเอาท์กันเยอะจริงๆ
 
 
ทำห้องนี้ ต่อไปห้องโน่น ไปเรื่อยๆๆ
ดึงผ้าปู กองไว้ที่พื้น เก็บขยะๆๆ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ
 
เอ๊ะ นั่นอะไรอ่ะ?
 
 
 
 
 
ถุงยาง!!
 
 
...
 
 
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!
 
 
ตอนนั้นตกใจมากเลยนะ ในสมองประมวลผลต่างต่างนานา
 
มันคือถุงยาง
แล้วทำไมกูต้องมาเจอถุงยาง
นี่มันถุงยางของใครในโลกนี้ก็ไม่รู้
แล้วทำไมกูต้องเป็นคนเก็บไปทิ้งด้วย
ทำไมอ่ะ?
ทำไมต้องเป็นกูอ่ะ?
กูผิดอะไรอ่ะ
แล้วถ้ามันเป็นเอดส์ล่ะ
โอ๊ว ไม่นะ!!!
 
ฯลฯ
 
แสนล้านความคิดแล่นซ้ายแล่นขวาอยู่ในหัว
อึ้งก็อึ้ง ตกใจก็ตกใจ
 
สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าใส่ถุงมือยางแล้วหยิบทิชชู่แล้วหยิบถุงยางไปทิ้ง
 
...
 
กรรมเวรอะไรกูวะ
กูแค่มาเวิร์คเฉยๆนะ
เออ ถูก กูต้องการประสบการณ์ในการทำงาน
แต่นี่มันเหนือความคาดหวังไปนิดนึงมั้ยอ่ะ
 
และไม่ได้เจออันเดียว
 
ทำทั้งชั้น ไม่รู้เจอไปก่ีอัน
เจอจนเกือบชิน
 
 
...
 
พูดไม่ออก
 
ทำงานต่อไป
เข้าห้องโน้น ออกห้องนี้
มาเจอเจ้านายวิ่งเก็บแก้วน้ำที่ใช้แล้วอยู่
สารรูปหน้าตาดูไม่ได้ทั้งนายทั้งเรา
เลยทัก หน้าเหนื่อยๆ เพลียๆ
 
ยิ้ม: "Claude, guess what I've found during my extra shift."
(นาย เดาซิว่าหนูเจออะไรระหว่างกะพิเศษของหนู)
นาย: "What?"
ยิ้ม: "Condoms. Condoms everywhere." (ถุงยาง ถุงยางเต็มไปหมด)
นาย: "...I'm sorry." (หน้าเหวอไปพักนึง)
ยิ้ม: "Now if you put me to work in the House Keeping department again, I am ready to resign."
(และนายจับหนูไปทำงานกับแผนกทำความสะอาดอีกนะ หนูพร้อมลาออกเลยค่ะนาย)
 
ไม่อยากจะแรงหรือก้าวร้าวอะไรหรอกนะ แต่ทำมาเพื่อโรงแรมก็เยอะ
คือจะจับเราไปทำงานแผนกอะไรก็ได้ แต่ขอเถอะ แผนกนี้ สุดจะรับมือรับใจไหวอ่ะ
ตั้งใจมาทำงานที่แผนกอาหารและเครื่องดื่ม
อยู่ดีๆโดนจับมาทำงานแผนกนี้โดยไม่บอกไม่กล่าว
เข้าใจในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เข้าใจในการป้องกัน (ซึ่งก็ดีแล้ว)
แต่ถ้าจะให้มาเจอเยอะขนาดนี้มันก็ไม่ไหวนะเธอออออว์
ทำงานกะแผนกนี้วันแรกก็โดนรับน้องซะน่วมเลย
มันเกินความคาดหมายไปนิดนึง ก็อยากช่วยโรงแรมนะ แต่ไอ้ที่เจอๆมามันก็คงพอแล้วล่ะเนอะ
แต่นายเค้าก็ดี เข้าใจ ไม่จับเราไปทำงานนั้นอีก
เลิฟยูจุ๊บุ
 
จะว่าไป ฝรั่งเค้าทำงานทุ่มเทนะ ทำงานเพื่อโรงแรมด้วยใจจริง
นายคนนี้มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการ ใส่สูท ดูแลความเรียบร้อยต่างๆ
แต่วันนั้น นายก็ยังวิ่งใส่สูทเหงื่อแตกเปลี่ยนแก้ว เก็บขยะช่วยพนักงานธรรมดา
 
 
 
เดี๋ยวหนูจะแต่งหน้าจัดเต็มมาทำงานทุกวันเพื่อโรงแรมนะคะ
55555555555555555555555555555
 
 
  photo 252494_2054617560591_6153882_n_zps2eb009da.jpg
 
เจ้านายยยยยย
ฮีหน้าบูดมากเวลาทำงาน เวลาเรียกชื่อเราเสียงดุๆแต่ละทีนี่ในหัวคิดละ
วันนี้กูแอบทำอะไรผิดแล้วไม่ได้บอกบ้าง
อารมณ์เหมือนกลัวแม่ด่า กลัวอาจารย์ด่า
 
  photo 252902_2054613920500_354894_n_zps2570bd28.jpg
 
แต่ฮียิ้มน่ารักนะ :D
รูปนี้ถ่ายจากหลังเคาเตอร์ (สเตชั่น) ที่ยิ้มยืนทำงานเป็นประจำค่ะ
มองออกไปก็จะเห็นประตู เวลาแขกเดินเข้ามาก็เริ่มยิ้มได้เลย :D
 
 
  photo 248491_2054615880549_7318147_n_zps6eb4e6f7.jpg
สเตชั่นค่ะ ยิ้มยืนทำงานหลังจอมคอมนั่นแหละ
คนในภาพคือแครีน่า เด็กเสิร์ฟ จากเยอรมัน
เป็นคนแรกที่ทำให้เราร้องไห้ ไปๆมาๆ เป็นเพื่อนเที่ยวกันซะงั้น 55
 
 
 
• จบ •
 
 
• ขอบคุณบิวมากที่เข้าไปเปลี่ยนธีมให้ ไม่รู้ทำไมคอมเราเปลี่ยนไม่ได้ T^T ขอบคุณมากๆน้า :D
 
• มีคำถามค่ะ มีใครเคยใช้งาน Window Live Space บ้างไหมเอ่ย? 
ตอนที่ยิ้มไปแลกเปลี่ยนยิ้มเคยเขียนไดอารี่ไว้ที่นั่นอ่ะค่ะ
แล้วตอนนี้คือระบบปิดไปแล้ว หากจะย้ายมาที่ wordpress ต้องทำอย่างไรบ้างคะ
พอดีต้องการเนื้อหาแล้วก็รูปภาพในนั้นมากๆเลย
เพราะวันก่อนค้นคอมไปมา ปรากฎว่าเจอเรื่องที่ตัวเองเขียนลงสเปซแล้วก๊อปเซฟเอาไว้
พออ่านดูแล้วรู้สึกว่ามันเข้าถึงอารมณ์ตอนนั้นมาก (เพราะเขียนตอนที่อยู่อเมริกาเลย)
อยากได้ง่ะ ทำไงดี T^T
 
• เขียนบล็อกเสร็จล่วงหน้าไปแล้วประมาณ 3 เอนทรี่ ดีใจดีจังไม่ต้องดองบล็อกแล้ว :D