ไฮลสกูล: ดราม่า

posted on 20 Jul 2012 14:53 by yimmanyyim directory Travel, Diary
ยิ้มเชื่อว่าหลายๆคนเคยได้ยินคำว่า "ดราม่า" ค่ะ
แต่ก็เชื่อว่าคำว่า "ดราม่า" แบ่งออกเป็นหลายประเภท
 
ส่วนใหญ่คำว่า "ดราม่า" ที่ใช้ในไทยจะหมายถึงเรื่องโศกนาฏกรรม เรื่องเศร้าๆ เรื่องซีเรียส เรื่องน้อยใจ งอนในเรื่องอะไรเล็กๆน้อย แล้วเราจะพูดกันว่า "อย่ามาดราม่า"
 
แต่ในอเมริกาคำว่า "drama" ก็อาจจะมีหลายความหมายเหมือนกัน แต่วันนี้ยิ้มจะมานำเสนอความหมายของคำว่าดราม่าที่ใช้กันในโรงเรียนมัธยมค่ะ
 
ดราม่า คือเรื่องราวที่เกี่ยวกับการอิจฉาริษยากันในหมู่เพื่อน กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายกัน เค้าเรียกว่า drama
 
หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Drama Queen ซึ่งก็คือเจ้าแม่ดราม่า ผู้ที่ชอบอิจฉาริษยาเพื่อน หรือทำให้เพื่อนแตกคอกันเอง
 
เรื่องราวดราม่ามักจะเกิดขึ้นในวัยมัธยมปลายค่ะ เกิดขึ้นบ่อยมากด้วย อาจจะเพราะเป็นวัยกำลังแสดงหาความคิดของตน กำลังเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ใหญ่ มีการเปรียบเทียบแข่งกันกับเพื่อนคนอื่นๆ ต่างคนก็เลยต่างกดขี่กันให้ตัวเองเด่นที่สุด ดีที่สุด บางทีก็รวมหัวกันกดเพื่อนอีกคน แล้วไต่ระดับในกลุ่มเพื่อนที่จะเด่นเองซะอย่างนั้น แต่เรื่องดราม่าไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนนะ แล้วแต่นิสัยใจคอของคน การเลี้ยงดู และการคบเพื่อนด้วย ว่าเพื่อนที่คบ ที่รู้จัก จะดึงเราเข้าไปในโลกดราม่าหรือเปล่า
 
แต่โชคร้ายที่ยิ้มโดนดึงเข้าไปโดยที่ยิ้มไม่เต็มใจและไม่ได้รู้ตัวเลย
 
 
ขอออกตัวก่อนเลยนะคะว่าตอนสมัยที่อยู่อเมริกา นิสัยของยิ้มค่อนข้างจะแตกต่างจากตอนที่อยู่เมืองไทย ในไทยยิ้มมีเพื่อนที่ดี คบกันมานาน เราต่างคนต่างจริงใจ จะพูดคำหยาบอะไรก็พูด อยู่กันแบบง่ายๆ อยู่กันกับเพื่อนฝูงในกลุ่ม ไม่ค่อยสนใจกลุ่มอื่น แต่ที่อเมริกา ด้วยความที่ยิ้มอยากได้เพื่อนเยอะๆ อยากมีเพื่อนดีๆ ยิ้มก็เลยทำตัวดีๆ ใส่ใจคนอื่น ช่วยเหลือเกื้อกูล พูดง่ายๆคือพยายามทำตัวดีๆเวอร์ๆอ่ะ แต่ก็จริงใจนะ ไมไ่ด้เสแสร้ง
 
แต่สุดท้ายก็โชคร้าย มีเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นในชีวิต
 
บังเอิญว่า host sister ของยิ้ม เค้ามีเพื่อนดราม่าๆค่ะ ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าพวกนี้เค้าดราม่า และไม่รู้ด้วยว่าดราม่าคืออะไร และด้วยความที่ตอนนั้นเราเป็นคนมองโลกในแง่ดีมากๆ และจริงใจกับคนอื่นมากๆ เราก็เลยไม่คิดว่าจะมีใครทำกับเราแบบนี้ (แต่ตั้งแต่ผ่านชีวิตในอเมริกามา ยิ้มก็กลายมาเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายมากเลย 55)
 
เริ่มตั้งแต่ช่วงที่ย้ายเข้ามาบ้านโฮสต์ใหม่ตั้งแต่แรกๆ host sister เรา (ชื่อคายลี่) เค้ามีเพื่อนอีกคนชื่อเมแกน (เป็นผู้หญิงนะ) อายุ 16 ก็สามารขับรถได้แล้ว (เพราะในอเมริกา ต้องอายุ 16 ปีขึ้นไปถึงจะสอบไปขับขี่ได้) แล้วก็มีรถ มีอพาร์ตเมนต์เป็นของตัวเอง (แบบอยู่คนเดียวเลย แม่ตามใจมากๆ) คนนี้สนิทกับคายลี่ (มากหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไม่อยากคิดอะไรดีๆอีกแล้ว) ช่วงแรกๆที่เราย้ายเข้าบ้าน เราก็ไปเที่ยวกะคนนี้บ่อยๆ แล้วก็ไปกะเพื่อนที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนคนไทยอีกคนด้วย ไปช็อปปิ้ง กินข้าว ซื้อของ ก็มีวันเวลาดีๆด้วยกัน
 
เพื่อนชื่อเมแกนคนนี้เป็นคนขับรถพาเราเที่ยวค่ะ เพราะพวกเราที่เหลือขับรถไม่ได้ คายลี่อายุ 15 ยังสอบใบขับขี่ไม่ได้ ส่วนเรากับเพื่อนคนไทยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มีกฏเคร่งครัดว่าห้ามขับขี่ยานพาหนะใดๆ
 
แล้ววันหนึ่ง เค้าก็ชวนเราไปดูเพื่อนแข่งบาสที่โรงเรียนตอนค่ำๆ ซ่ึ่งยิ้มเองไม่ได้ชอบดูกีฬาอยู่แล้ว แล้ววันนั้นก็เหนื่อยมากด้วย ยิ้มก็เลยไม่ได้ แล้วอยู่บ้านแทน
 
ที่บ้านในคืนนั้น มียิ้มกับพ่อ (host father) อยู่ด้วยกันสองคนค่ะ ยิ้มนั่งเล่นคอมในห้องกินข้าว แล้วพ่อก็นั่งเล่นเกม X-Box ในห้องนอนพ่อกับแม่ เท่าที่จำได้ คืนนั้นพ่อออกมารับโทรศัพท์ในห้องทำงาน เดินไปเดินมา แล้วก็มาบอกเราว่าเดี่ยวจะออกไปข้างนอกแป๊บหนึ่ง
 
แล้วสักพักพ่อก็กลับบ้าน แล้วแม่ และน้องๆก็กลับมา ยิ้มก็นั่งเล่นคอมที่โต๊ะกินข้าวเหมือนเดิม
 
สักพักคายลี่ก็เข้าบ้าน แล้วก็ตรงเข้าห้องนอนเลย เราก็นั่งเล่นคอมต่อไป แล้วค่อยเข้านอน
 
ชีวิตคืนนั้นของยิ้มปกติทุกอย่าง เหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
 
แต่เช้าวันต่อมา ยิ้มเข้ามาเรียนวิชาร้องเพลง คาบนี้มีเพื่อนคนไทย น้องสาว และเพื่อนน้องสาวคนนั้นเรียนกับยิ้ม  (ที่อเมริกาเค้าจะให้เราเลือกวิชาเรียนค่ะ ถ้าเราเลือกเรียนตรงกะเพื่อนก็จะมีเพื่อนเรียนด้วยกัน ถ้าไม่มีก็นั่งเรียนเหงาๆคนเดียว)
 
พอเข้ามานั่งเรียนปุ๊บ เพื่อนคนไทยรีบถามยิ้มเลยว่า "ยิ้ม เมื่อคืนแกบอกพ่อคายลี่ทำไมว่าคายลี่ขับรถ? แกทำแบบนั้นไปได้ยังไง!?"
เราก็งงสิ อะไร เมื่อคืนเรานั่งเล่นคอมอยู่ที่บ้าน แทบจะไม่ได้พูดอะไรกับใครเลย เพื่อนคงเห็นหน้าเรางงๆเค้าเลยถามว่า "ได้บอกพ่อคายลี่หรือเปล่าว่าคายลี่ขับร_" เรายิ่งงงเข้าไปใหญ่ ก็เลยถามว่า
ยิ้ม: เมื่อคืนคายลี่ขับรถเหรอ
เพื่อน: อือ
ยิ้ม: แล้วยังไงต่อ ทำไมถามเราแบบนั้น
เพื่อน: .....แกไม่รู้จริงๆเหรอว่าเกิดอะไรขึ้น
ยิ้ม: เออ ไม่รู้
เพื่อน: เมื่อคืนคายลี่ขับรถเมแกน แล้วพ่อคายลี่ก็ขับตามมาเจอ แล้วเรียกพวกเราลงรถมา แล้วบอกว่าทำไมทำแบบนี้ แล้วสั่งให้คายลี่เลิกคบเมแกน
 
โดนอย่างงี้เป็นใครใครก็อึ้งอ่ะ แล้วเรื่องของเรื่องคือเรางงมากว่าเราไปเกี่ยวอะไรด้วยวะ ใครจะเลิกคบใคร ใครจะโดนทำโทษ ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรา เราอยู่บ้าน ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับใคร
 
เพื่อนคนไทยเห็นหน้าเราอึ้งๆ เค้าก็ถามย้ำว่าแกไม่ได้บอกจริงๆเหรอ เราก็เลยเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนเราอยู่ที่บ้าน นั่งเล่นคอม แล้วลองนึกดูนะ ถ้าคายลี่ขับรถจริงๆ เราจะไปรู้ได้ยังไง อยู่คนละที่กัน เมื่อคืนพอแต่ละคนกลับเข้าบ้าน ก็ไม่ได้มีใครบอกอะไรเรา
 
เพื่อนคนไทยบอกเราว่า "เราได้แค่ฟังแกเฉยๆนะ แต่เราจะเชื่อแกก็ไม่ได้ เพราะแกไม่มีหลักฐาน เราต้องเป็นกลาง แล้วเมื่อคืนคายลี่กับเมแกนโคตรโกรธเลย"
 
พูดตรงๆว่าน้อยใจเหมือนกันนะ ที่เราเองอุตส่าห์จริงใจกับเพื่อน และเราไม่ได้ทำอะไร แต่ทำไมถึงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา ที่แย่กว่านั้นคือเพื่อนที่มาจากประเทศเดียวกันกับเราไม่เชื่อใจเรา
 
หลังจากนั้นคายลี่ก็ไม่ได้ไปไหนกับเมแกนอีก ความสัมพันธ์ของเรากับคายลี่เองก็เหินห่างขึ้นทุกวัน ลองคิดดูนะ พี่สาวกับน้องสาวที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน ไปโรงเรียน เรียนด้วยกัน มันควรจะจริงใจต่อกัน เชื่อใจกัน รักกัน พูดคุยกัน แต่เราสองคนใช้ชีวิตแบบเกรงใจต่อกัน มีมารยาทต่อกันเหมือนเราคุยกับลูกของเพื่อนแม่ อะไรประมาณนั้น ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งอยู่ยากขึ้นทุกที
 
หลังจากนั้น ในคาบร้องเพลง ก็มีเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นอีก
 
ในคาบนี้ ทุกคนจะมีแฟ้มเป็นของตัวเอง ซึ่งในแฟ้มจะมีเนื้อร้อง และจะมีโน๊ตที่เราโน๊ตไว้ว่าช่วงไหนเราต้องร้อง เพราะว่ามันเป็นการร้องเพลงแบบที่ร้องกันในโบสถ์ มีสามโทนเสียง
 
ทุกคนต้องมีแฟ้ม และแฟ้มก็มีความสำคัญมากๆ ทุกครั้งที่เข้าห้อง ทุกคนจะเดินเข้าไปหยิบแฟ้มนี้ที่ชั้นเก็บแฟ้ม แล้วค่อยเดินไปนั่งที่ตัวเองในห้องเรียน
 
แต่แล้ววันนึงแฟ้มเราก็หาย แฟ้มที่รวบรวมชีตเนื้อร้องทุกอย่างเอาไว้ และมีกระดาษสำคัญอย่างอื่นอีก
 
เราพยายามหาจากทุกที่ ทุกชั้น หาทั้งห้อง ก็ไม่เจอ ก็เลยปรึกษาอาจารย์ อาจารย์เค้าก็ใจดีนะ ถ้าปกติแกคงจะด่าคนอื่น แต่คงเห็นหน้าเราซื่อๆ เสียๆ เดินเข้าไปหา แกเลยหาแฟ้มให้ใหม่ หาชีตให้ใหม่ แล้วเราก็ไม่คิดจะเอาแฟ้มนั้นทิ้งไว้ที่ชั้นเก็บอีกเลย เอากลับบ้านทุกวัน
 
และแล้ววันนึง เราก็เจอแฟ้มเก่าของเราวางอยู่ที่ชั้น เราก็แปลกใจ แล้วก็พูดกับเพื่อนแถวนั้น (ที่เดินมาหยิบแฟ้มพร้อมกัน) ว่า อ้าว แฟ้มอันเก่าชั้นนี่ มาได้ไง เพื่อนที่อยู่แถวนั้นเลยบอกเราว่า "ชั้นเห็นเมแกนเรามาวางไว้"
 
อืม กูโดนเข้าไปแล้วสินะ ดอกแรก
 
จากนั้น เวลาเจอเมแกน ชีก็ชอบทำหน้าไม่พอใจใส่เรา ซึ่งเราจะไปทำอะไรได้วะ ก็ได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็น บอกตรงๆเลยว่าป๊อด ไม่กล้าสู้ ไม่กล้าถามว่าเป็นอะไร ไม่อยากแรงสู้ สู้ไปก็เสียเปล่าอ่ะ เพราะเรามาอยู่นี่ปีเดียว ทำตัวดีๆจะไม่ดีกว่าเหรอ
 
เราเองก็อึดอัดใจนะ ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ เรามาเรียนที่ใหม่ๆ เจอเพื่อนใหม่ๆ เราก็อยากได้อะไรดีๆกลับเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องดราม่าอะไรแบบนี้
 
วันนึงตอนพ่อมารับกลับบ้านพร้อมด้วยน้องๆอีกสามคน (แต่ไม่มีคายลี่) เราตัดสินใจถามพ่อว่า วันที่ยูจับได้ว่าคายลี่ขับรถน่ะ ไอไม่ได้เป็นคนบอกยูใช่ไหม
 
พ่อก็อึ้ง ถามว่าเรารู้ได้ไงว่าเค้าขับรถ เราก็บอกว่า เพื่อนคนไทยเป็นคนบอก แล้วเรากับเมแกนมองหน้ากันไม่ติด ไออึดอัด บลาๆๆ
 
พ่อเลยบอกเราว่า คืนนั้น พ่อนั่งเล่นเกม X-Box อยู่ แล้วคายลี่ใช้โทรศัพท์บ้านคุยกะเพื่อน นัดเพื่อนว่าจะออกไปข้างนอก แล้วพ่อได้ยินเค้าตกลงกับเพื่อนว่าจะขับ พอคายลี่ออกไป สักพักพ่อก็เลยตามออกไป ขับรถตามหาสักพักก็เจอตัว (เพราะเมืองนั้นเล็กมากๆ) แล้วก็สั่งให้ทุกคนลงรถ แล้วก็ต่อว่านิดหน่อย
 
สุดท้าย จุดสิ้นสุดของเราทั้งคู่ก็จบลง เมื่อวันหนึ่งเมแกนจะย้ายโรงเรียน เมแกนกับคายลี่เลยนั่งคุยกันอีกฟากของห้อง เรานั่งอีกฟากของห้อง เราเห็นแล้วว่าเค้านั่งคุยกัน ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดอะไรเลย เพื่อนกันจะคุยกันมันก็ไม่เห็นแปลก
 
แต่อยู่ดีๆ เมแกนก็ตะโกนข้ามฟากมาว่า "ยิ้ม ทีหลังเวลามีอะไรเธอก็ไม่ต้องเอาไปฟ้องพ่อแม่ทุกเรื่องหรอกนะ"
 
แล้วเพื่อนๆทั้งห้องก็หัวเราะเรา
 
คิดสภาพตอนนั้นถ้าคุณเป็นเรานะ อยากร้องไห้มากๆ คือมีคนแหกปากด่าเราข้ามฟากมา แล้วเพื่อนทั้งห้องหัวเราะเยาะเราอ่ะ มันก็หมายถึงเพื่อนๆรู้หมดว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น แล้วไม่มีใครคิดจะมาถามความจริงกับเราบ้างเลยเหรอ ที่ผ่านมา เราทำดีกับคนอื่นไป เค้าคิดกับเรายังไง มองเราในแง่ไหน เราไม่รู้เลย แต่วันนี้รู้แน่ชัดว่าพวกเขาหัวเราะเราในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ
 
ทนไม่ไหวละ
 
หลังจากหมดคาบนั้น พอออกจากห้องเรียนเราเลยตรงไปถามเมแกนเลยว่าที่พูดเมื่อกี๊มันหมายความว่ายังไง
 
ชีบอกว่า "ก็หมายความว่าไม่ต้องไปฟ้องพ่อแม่ทุกอย่างก็ได้"
 
เอาลาะสิ เราไม่ไหวละ ตรงนี้คนเยอะด้วย แต่ยังไงก็ทนไม่ไหวละ เลยพูดดังๆว่า "คืนนั้นพ่อยูได้ยินยูคุยโทรศัพท์กับเพื่อน พ่อยูเลยตามออกไป ไออยู่บ้าน ไมไ่ด้รู้เรื่องอะไรเลย"
 
สองคนนี้ก็อึ้ง ทำอะไรไม่ถูก คนก็งง เราเลยเดินต่อไป
 
สักพักคายลี่วิ่งตามมาถามเราว่า "พ่อได้ยินไอคุยโทรศัพท์จริงๆเหรอ" เราก็เลยเล่ารายละเอียดให้ฟัง แล้วบอกมันว่าไอก็เสียใจนะที่ยูไม่คิดจะถาม มีแต่คิดไปเองว่าไอบอก ยูไม่ถามไอ แต่เอาไปบอกคนอื่นๆ จนป่านนี้คนเค้าเข้าใจผิดไปถึงไหนแล้ว"
 
ชีก็อึ้ง เรื่องก็จบลง เมแกนย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่น คายลี่กับเราก็เหมือนเดิม คือเหินห่างกันเหมือนเดิม เราออกไปนอนบ้านเพื่อนบ่อยขึ้น พูดง่ายๆว่าเป็นนกไร้รังเลยล่ะ ไปอยู่กับคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง แต่เพื่อนที่เราไปอยู่ด้วยส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเหมือนกัน ที่ต้องการเพื่อนที่จริงใจเหมือนกัน เราไม่อยากกลับบ้านตัวเองแล้ว ในเมื่อกลับไปแล้วก็ไม่ได้สบายใจเลย คายลี่ แม่เค้า และน้องสาวเค้า เป็นผู้หญิงด้วยกัน ก็เข้าข้างกันเอง เหมือนเค้าเลี้ยงเราตามหน้าที่อ่ะ ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่เราสงสารพ่อกับน้องชาย เพราะเค้ารักเรา และมีเหตุผลมากๆ
 
เราเหินห่างกันจนถึงวันสุดท้ายที่เราอยู่อเมริกา ไม่ได้แสดงความรักอะไรต่อกันทั้งสิ้น
 
 
จนวันหนึ่งหลังจากที่เรากลับไทยมาแล้ว คายลี่ส่งข้อความมาถามเราในเฟสบุคว่า "มีอะไรจะบอก ฉันรู้ว่าช่วงหลังๆที่อยู่ด้วยกัน ยูไม่ได้ชอบไอเลย เพื่อนคนหนึ่งบอกฉันว่ายูรู้สึกแย่เกี่ยวกับไอ ยูคิดว่าไอพูดลับหลังยู ไอขอโทษถ้ายูคิดว่าไอทำแบบนั้น ไอไม่รู้คิดว่าไอทำ แต่ถ้ายูคิดแบบนั้น ไอก็ขอโทษนะ"
 
แหม ยังมีหน้ามาบอกว่าไม่ได้ทำ
 
เราก็เลยส่งกลับไปบอกทุกสิ่งอย่างเลย ยาวเป็นหน้า บอกตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วก็ขอโทษที่ช่วงหลังๆไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ไปกับคนอื่นบ่อยๆ เพราะว่าไออยากหลีกเลี่ยงปัญหาที่มีในบ้าน อย่างน้อยที่สุดปัญหาจะได้ไม่เพิ่มขึ้น บลาๆ
 
 
 
 
ดราม่าป่ะล่ะ?
 
 
ป.ล.1 ขอโทษที่หายหน้าไปนานมากๆนะคะ กลับมาแล้วเน่อ อย่าเพิ่งลืมกัน :D
ป.ล.2 ฝากบล็อกท่องเที่ยงอีกอันที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องกรุงออสติน, เท็กซัส หลังจากที่ยิ้มไปเวิร์คนะคะ
http://7daysinaustin.exteen.com/

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้ว ดราม่า เหงา อึดอัด จริงๆ โชคดีที่ยังมีที่เจอเพื่อนประเภทเดียวกัน   แต่ก็อย่าไปโกรธคายลี่เลยนะ ใครๆก็ทำผิดได้  ทำแล้วแทนที่จะยอมรับผิด ยังไปโทษคนอื่นอีก พอรู้ตัวว่าผิดก็ไม่กล้ายอมรับและขอโทษอีก   สุดท้ายก็เป็นปมรบกวนจิตใจต่อไปจนแก่

#2 By O (103.7.57.18|61.19.226.251) on 2013-01-20 20:55

แม่งโคตรดราม่าเลยหวะ กูก้กะลังจะไปปีหน้ากูมาฟังงี้ กูแทบร้องไห้เลยอะ พวกมันสันดานเสียกันจิงจิงวะ หน้าเอือมสุสๆtongue

#1 By Nnn (103.7.57.18|171.4.48.208) on 2012-08-19 22:59