ชีวิตที่บัดซบในเท็กซัส

posted on 15 Dec 2010 14:35 by yimmanyyim
รู้สึกว่าเข้ามาอัพบ่อยเหลือเกินจนเหมือนกับว่าบล็อกนี้เป็นตำนานรักดอกเหมยไปซะแล้ว เพราะมีให้ดูให้อ่านกันทุกวันแบบสะใจไปเลย (แต่บางวันบางช่วงก็หายหัวนะ)
 
เข้าเรื่องของเรากันเลยดีกว่า
 
อย่างที่เกริ่นไปในเอนทรี่ที่แล้วว่าชีวิตเรานี่มันช่างสีเหลืองซะเสียจริงจรี๊งงงง มาเปิดหูเปิดตาทั้งทีก็ได้มาอยู่กับโฮสต์สูงวัยที่ใช้ชีวิตหน้าทีวีไปวันๆ ไม่มีกิจกรรม ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย ทุกๆอย่างเลยเริ่มน่าเบื่อขึ้นทีละน้อย
 
Things turned to be so boring.
 
เมลเป็นผู้หญิงจุกจิก ขี้บ่น และชอบรุกล้ำเรื่องส่วนตัวมากๆ
 
เชื่อมั้ย เวลาเราไปโรงเรียน เมลชอบมาค้นห้อง เวลากลับบ้านบางวันเมลจะบอกว่า น้ำยาล้างเล็บน่ะ อย่าเอาไปไว้ในห้องนอนนะ ไม่ต้องเอาไปวางบนโต๊ะเครื่องแป้ง เพราะมันเป็นไม้ มันจะลอก เอามาไว้ในห้องน้ำแทน
 
ซึ่งตอนแรกๆเราก็ทำตามนะ แต่หลังๆมาก็ไม่ละ ชีก็ตามมาบ่นๆอีก (คือค้นทุกวัน) จะเอามาวางทำไม มันจะลอก!! คือ คุณผู้อ่านคะ มันจะลอกได้ไงวะ มันอยู่ในขวดอย่างดี กูไม่ได้เอามาราดโต๊ะเครื่องแป้งเล่นนะคะ บ้าหรือเปล่า??
 
หรือจะเป็น ทำไมผ้าปูเตียงอีกผืนหายไป? เราก็อ๋อทันที เพราะว่าเตียงที่เมลปูให้มันหลายชั้นมาก (ตามแบบเตียงอเมริกันยุคโบราณ มีผ้ารอง ผ้าปู ฟูก ผ้าคลุม บลาๆๆ) แล้วมีผืนนึงที่เรานอนแล้วคันมาก ก็เลยเอาออก เราเลยรู้ว่าเมลหมายความว่ายังไง แต่คือผ้าผืนนั้นมันอยู่ใต้ผ้าห่มลงไปอีก และเราจัดเตียงทุกวัน ก็หมายความว่าเมลรื้อผ้าห่มออกดูเลย O.o
 
หรือจะเป็นเรื่องตู้เสื้อผ้าที่ว่า "ยูไม่ต้องแขวนเสื้อให้มันเยอะมากก็ได้นะ แบ่งๆมาใส่ลิ้นชักบ้าง แขวนมากๆมันจะพัง" โอวว อึ้งกันไปเลยยย กลัวกันได้แม้กระทั่งเรื่องนี้
 
หรือช่วงนึงที่ตู้เย็นที่บ้านเสีย ระบบน้ำแข็งมันพัง ก็เลยมีน้ำไหลออกมาตลอด วันหนึ่งเราเดินไปกินน้ำที่ตู้เย็น เมลตะโกนตามหลังมาว่า "ถ้ากินน้ำไม่หมดก็ไม่ต้องเทลงพื้นนะ ที่นี่ไม่ใช่ไทยแลนด์ ไม่ต้องทำไม่ดีแบบนั้น" อ้าวเฮ้ย มาว่ากูงี้ได้ไง เราก็บอกว่า 
 
เรา: ไอไม่เคยเทลงพื้น ถ้ากินไม่หมดไอก็ไปเทที่ซิงค์สิ จะมาเทที่พื้นทำไม บ้านไอก็ไม่มีใครทำงี้
เมล: เทสิ ไอเคยเห็น
เรา: เห็นตอนไหน
เมล: เอ่อ เมื่อคืน
เรา: ไม่เคยทำ นี่ตู้เย็นยูพังไม่ใช่เหรอ น้ำถึงเลอะอ่ะ
เมล: ....อึ้ง.... (เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้)
 
เราก็เดินออกไปเลย แย่ว่ะ
 
หรือบางวันที่อากาศดีมากๆๆๆ เราอยากเปิดกระจกตอนนั่งรถ เราก็เลยขอเมล เมลบอกว่า ไม่ได้นะ เพราะฝุ่นจะเข้า ถ้าฝุ่นเข้าแล้วต้องเปลี่ยนผ้าบุหลังคาใหม่ อันละตั้ง 300 เหรียญรู้มั้ย!!
 
อืม เข้าใจจ้ะ งกกันเข้าไปจ้ะ ซึ่งวันหนึ่ง เมลเห็นเงินในกระเป๋าของเรา(ชอบพกไว้เผื่อ) แล้วอึ้งมาก เพราะมันเยอะเกินสำหรับเด็กคนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมากเกินไปสำหรับเด็กกะเหรี่ยงที่ดูท่าทางยากจนอย่างจนและที่ชีดูถูกมาโดยตลอด เราไม่ได้จะอวดว่าเรามีเงินเยอะนะ แต่เรามีความคิดว่า ถ้าเราเจออะไรแล้วเราอยากได้ เราจะซื้อเลย เพราะมันจะหาโอกาสกลับมาซื้ออีกยาก ยิ่งช่วงนั้นอยู่ในยุควิกฤติน้ำมันแพงสุดๆ และอีกอย่างชีคงจะไม่พาเรากลับมาซื้อง่ายๆแน่นอน เราก็เลยพกไปเยอะๆเลยจะอุ่นใจกว่า
 
และวันหนึ่งเราปรึกษาเมลว่าเราจะเปิดบัญชีเอาเงินเข้าธนาคารเพราะเงินเรามันเยอะเกินไป (โห ฟังดูน่าหมั่นใส้ แต่ก็จริงๆ เพราะญาติมิตรให้เงินขวัญถุงมาเยอะมากๆ) กลัวใช้เงินลืมตัวด้วย เพราะเดี๋ยวจ่ายๆ เราเลยเอาเงินทั้งหมดออกมานับ ซึ่งเมลทำหน้าเหมือนโดนผีหลอก (เราเองก็ยังตกใจ) เพราะมันเยอะมาก (อยู่ไปได้สบายๆเลยสามเดือน)
 
แต่ก็ดี เพราะจะได้เป็นการกู้หน้าและสถานะภาพทางการเงินของเด็กที่มาจากโลกที่สามได้ จะได้ไม่มีใครมาดูถูกไลยแลนด์ของเรา
 
ส่วนเราเอง ส่วนใหญ่ถ้ามีเวลาว่างๆเราก็เล่นคอมไปวันๆ ออนเอ็ม อัพสเปซ เรื่อยเปื่อย คือจะให้เราทำอะไรล่ะ มานั่งดูฟุตบอลกับเมลเราก็ดูไม่เป็น และทั้งวันชีก็ดูมันอยู่อย่างเดียว ที่ทำได้ก็มีเล่นคอม จนเมลต้องมาบอกเราว่า "ยูเล่นคอมมากเกินไปแล้วนะ"
 
เราก็อึึ้งนิดๆ แต่ก็พยายามเล่นให้น้อยลง (ซึ่งก็เล่นน้อยกว่าอยู่ที่ไทยอยู่แล้ว เพราะเกรงใจด้วย) แต่ก็ต้องเข้าใจ ว่าลิมิตในเรื่องต่างๆของคนเรามันมีไม่เท่ากัน เราอาจจะเล่นน้อยมากๆผิดจากสันดานปกติทั่วไปของเรา แต่นั่นมันก็อาจจะยังมากเกินไปสำหรับเค้า
 
เราก็เบื่อที่วันๆเค้าดูแต่ฟุตบอล เค้าก็เบื่อที่วันๆเราเล่นแต่คอม แต่ต่างคนต่างไม่ยอมหันเข้าหากันเพื่อแก้ปัญหา
 
เราเชื่อว่าเค้าเป็นเจ้าของบ้านแล้วเค้าอยากจะทำอะไรเค้าก็ทำ เค้าแก่แล้วและเค้าไม่อยากทำอะไรมาก เราก็เข้าใจ แต่เค้าไม่คิดที่จะเข้าใจเราเลยว่าเราจ่ายเงินจำนวนมากและบินลัดฟ้าห่างบ้านห่างครอบครัวมาไกลถึงครึ่งโลกเพื่อมาพบกับสิ่งใหม่ๆ ได้ทำอะไรที่เราไม่สามารถทำได้ที่บ้านเรา
 
และเมื่อวันเวลาผ่านไปต่างคนก็ต่างได้เห็นนิสัยของกันและกันมากขึ้น เริ่มจาก...
 
วันหนึ่งเรากลับบ้านมาหลังเลิกเรียนก็เดินเข้าไปล้างเท้าในห้องน้ำของเราตามปกติ (ห้องน้ำจะแยกกับห้องนอน แต่เมื่อเปิดประตูห้องนอนของเราออกไปก็จะเจอห้องน้ำเลย จะมีแค่ทางเดินกั้นไว้
 
เมลก็ถามว่า "ยูล้างเท้าเหรอ ดีนะ สะอาดดี ดีแล้วๆ... เออ เมื่อคืนเพนนี (หมาของเมล) ปวดฉี่ ไอก้เลยพาเพนนีมาฉี่ในห้องน้ำของเธอ ตลกมากเลย เพนนีปวดฉี่ตอนดึกๆ"
 
เราตกใจ หาาาาาา? มาฉี่ในห้องน้ำกู??? แล้วห้องน้ำมึงล่ะ ทำไมมึงไม่พาหมามึงไปฉี่ ได้ข่าวว่าห้องน้ำอยู่ในห้องนอนเลยไม่ใช่เหรอ ใกล้กว่าจะเดินมาห้องน้ำกูอีกนะ!!
 
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ก็พยายามเข้าใจว่าสงสัยเค้าพามาฉี่ที่นี่เป็กปกติล่ะมั้ง
 
แต่อีกวันนึงในขณะที่เราไปล้างเท้าเหมือนเดิม... "เออเนี่ย วันนี้ฉันอาบน้ำให้เพนนีด้วย อาบให้ห้องน้ำเธอนั่นแหละ วันนี้เพนนีก็สะอาดแล้ววว หลังจากสกปรกมานาน"
 
เออขอบใจนะ ที่อาบน้ำกูกับที่อาบน้ำหมานี่ที่เดียวกันเลยใช่มั้ย?  และขอบใจสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมว่ามันสกปรกมานาน กูรู้สึกดีมาก
 
 
 
 
เมลมีลูกชายคนหนึ่งซึ่งตอนนี้พิการ ต้องนั่งวีลแชร์หรือรถเข็นคนพิการตลอดเวลา ช่วงหนึ่งลูกชายคนนี้ป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล เมลเลยบอกเราว่า
 
เมล: ไออยากไปเยี่ยมลูกชายที่โรงพยาบาลอ่ะ
เรา: โอเค ก็ไปกัน
เมล: แต่มันไกล ไอไม่ไปหรอก
เรา: เขาอยู่ที่ไหน ขับรถกี่ชั่วโมง
เมล: อยู่ที่ออสติน(เมืองหลวงของเท็กซัส) ขับรถสี่ชั่วโมง
เรา: โอเค ก็ไป
เมล: มันขับนาน ไอไม่ไปหรอก ไอขับไม่ไหว
เรา:  อ่ะ ก็ไม่ต้องไปก็ได้
เมล: ไอจะไป
เรา: โอเค ไปก็ไป
เมล: ไม่อ่ะ ไอไม่ไป
เรา: ...
 
ปัญญาอ่อนมะ?? ยอมรับเลยว่าตอนนั้นปวดหัวมาก ไอ้ตอนแรกๆก็พยายามจะช่วยคิดช่วยแก้ปัญหานะ แต่พอหลังๆนี่ไม่ใช่ว่ะ และชีก็พูดๆกะเราอยู่อย่างนั้นแหละ ลูกชายอย่างนั้น ลูกชายอย่างนี้ และร้องไห้ เราก็เข้าใจนะ ทำได้ก็แค่ปลอบ ไอ้จะให้กูขับรถไปให้นี่ก็ไม่ไหวเพระากูขับรถไม่เป็น ถึงขับเป็นกูก็ขับไม่ได้ กฎหมายห้าม
 
จนกระทั่งวันหนึ่ง เรากลับมาจากโรงเรียน เมลก็บอกเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า "ลูกชายไอดีขึ้นแล้วล่ะ ตอนนี้กลับบ้านได้แล้ว" เราก็ดีใจไปกับเขาด้วย แต่เมลบอกเราว่าอาทิตย์นี้จะไปเยี่ยมลูกชาย ขับรถไกลก็ยอม เพราะคิดถึงมาก ยูไปอยู่กับใครสักคนซักอาทิตย์นึงก่อนได้มั้ย
 
เราก็เหวอๆไปนิดนึงนะ แบบ เฮ้ย ไอ้อยู่น่ะ ไม่มีปัญหานะ แต่จะให้อยู่กับใครวะ เราเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้เดือนเดียวเองแล้วเราก็ไม่ได้สนิทกับใครมากจนขนาดไปขอค้างบ้านเค้าหนึ่งอาทิตย์ (เข้าใจความรู้สึกเราใช่ไหม?) จนเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็เล็งหาเพื่อนที่จะไปอยู่ด้วยไมไ่ด้จริงๆ จนเค้าก็เริ่มโกรธ เราก็เริ่มอึดอัด และอีกอย่างเราแพ้ขนแมวของเค้าด้วย จามทุกวัน ยาแก้แพ้ก็ไม่มีจะกิน ทรมานมาก
 
วันหนึ่งเรานั่งเล่นคอมอยู่ แอนเดรีย (เพื่อนบ้านของเรา) ก็เดินเข้ามาในห้องคอม เราก็ตกใจ เฮ้ยมาได้ไง แอนเดรียเลยบอกว่า ไอรู้ว่ายูจะต้องอยู่ที่นี่ (เราก็ผงะ ขนาดนั้นเลยเหรอ) แต่แอนเดรียบอกว่า
"ไม่เป็นไรหรอก ไอก็เล่นคอมเยอะเหมือนกัน แต่ที่บ้านไอเน็ตช้ามาก ไอเลยไม่ค่อยเล่น วันนี้โฮสต์ไอจะพาไปเที่ยว ไปแต่งตัวซะ"
 
เราก็อ่อ โอเค งั้นแป๊บนึงนะ แล้วก็ไปเปลี่ยนชุด พอเดินออกไปหน้าบ้านก็พบว่าเมลยืนคุยกับโฮสต์ของแอนเดรียทั้งน้ำตา และพอหันมาเห็นเราก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
 
เราก็งงดิ เป็นไรเนี่ย
 
พ่อของแอนเดรียเลยบอกเราด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงมากๆว่า "โอเค เรากำลังมีปัญหานะ คือ อย่างที่เธอรู้ว่าลูกชายของเมลไม่สบายหนัก และเธอต้องไปเยี่ยมลูกชาย เพราะฉะนั้น เธอมาอยู่ที่บ้านเราก่อนก็ได้ ให้เมลเค้าไปเยี่ยมลูกเถอะ"
 
พอเราหันหน้าไปทางเมล เมลก็ตะคอกใส่เราว่า "เพราะเธอคนเดียว ฉันถึงไม่ได้ไปเยี่ยมลูกฉัน เธอไม่เข้าใจความรู้สึกฉันหรอก แล้วก็ร้องไห้ แม่แอนเดรียก็ปลอบและมองหน้าเราด้วยสีหน้าผิดหวังมาก ทั้งๆที่แม่แอนเดรียเอ็นดูเรามาก
 
เราเสียความรู้สึกมากนะ พูดไม่ออกอ่ะ เหมือนจะร้องไห้ว่าทำไมมึงต้องทำแบบนี้ ที่จริงมันไม่ใช่แบบนี้เลย แต่ก็เข้มแข็ง ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา แล้วก็ออกไปเที่ยวกัน
 
เราไปเที่ยวกันที่งานแสดงเครื่องบินรุ่นต่างๆที่สนามบินของเมือง มีการโชว์เครื่องบินทั้งของรัฐและเครื่องบินส่วนตัวของประชาชน (รวยกันจัง)
 
ตอนที่เดินเที่ยว เรากับแอนเดรียแยกมาเดินกันสองคน พอเหนื่อยเราก็นั่งพัก เราก็นั่งเหม่อ และถามแอนเดรียว่า ยูรู้ใช่มั้ยว่าเรื่องจริงมันไม่ใช่อย่างงั้น
 
แอนเดรียบอกว่า ไอรู้ ไอรู้ดีว่าเรื่องมันเป็นมายังไง แต่ไอก็พูดอะไรไม่ได้หรอก ไม่มีใครเชื่อเราหรอก
 
นั่นน่ะสิ ทำไมชีวิตต้องเป็นอย่างงี้วะ
 
 
เวลาผ่านไปไม่กี่วัน เรื่องราวเกิดขึ้นเยอะแยะ เริ่มจากเราแพ้ขนแมวหนักมาก ก็เลยเดินไปบอกเมลว่า
เรา: ฉันแพ้ขนแมวหนักมากเลยอ่ะ
เมล: (มองหน้าเราค้างไว้ประมาณสิบวิ) แล้วจะให้ไอทำยังไง เอาแมวไอไปทิ้งเหรอ
เรา: (อึ้งแดก) ไม่ต้อง ไอจะไปเอง
เมล: ก็ไปสิ ไปเลย โทรหาแคเรนเลย(coordinater หรือผู้ประสานงานของเรา)
เรา: โอเค
 
เราอึ้งนะ แทนที่จะช่วยแก้ปัญหาหรือพูดดีๆกว่านี้แต่กลับถามกวนตีน ไอ้เราที่หมดศรัทธาอยู่แล้วเราก็ไม่แคร์แล้ว เราก็เลยโทรหาแคเรน ซึ่งชีก็อึ้งๆไปนิดหนึ่ง เราก็บอกว่า จริงๆแล้วไอต้องหาที่อยู่ใหม่หนึ่งอาทิตย์เพราะเมลจะต้องไปเยี่ยมลูก แคเรนก็บอก โอเค ก็ดี เพราะแคเรนเองก็จะต้องหาโฮสต์ใหม่ให้เราด้วย (ซึ่งต้องใช้เวลา)
 
บังเอิญว่ามอทรู้จักเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนวิชาร้องเพลงด้วยกัน ชื่อคายลี่ เป็นเด็กเฟรชแมน (ม.สาม) เคยรับเป็นโฮสต์เด็กญี่ปุ่นที่มาซัมเมอร์อยู่ระยะหนึ่ง ก็เลยติดต่อให้เรา เค้าเลยรับปากว่าจะให้เราไปอยู่ที่บ้านระหว่างที่เมลไปเยี่มลูกด้วยก็ได้ สรุปคือเรามีสองช้อย คือบ้านแอนเดรียและคายลี่
 
เราก็บอกเมลไปนะ ว่ามีอีกคนที่จะให้เราอยู่ด้วยแล้ว ชื่อคายลี่ ไวท์ เมลก็ขอเบอร์ติดต่อไปคุยด้วย เราก็ให้ไป พอคุยเสร็จ เมลก็มาบอกเราว่า "ยูรู้มั้ยว่าบ้านเค้ามีลูกตั้งสี่คน เธอยังกล้าไปอยู่เหรอ??"
 
อ้าว แล้วถ้ากูอยู่ไม่ได้แล้วเค้าจะเอ่ยปากให้กูอยู่เหรอ มันจะมีเหรอ คนที่พูดเล่นๆให้คนอื่นไปอยู่บ้านตัวเองน่ะ บ้าป้ะ
 
แต่กว่าจะถึงเวลาที่เมลจะต้องไปเยี่ยมลูก เราก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนอยู่อาศัยในบ้านของเขาไป (อึดอัดมากๆเลยนะ)และปัญหาต่างๆก็เกิดขึ้น ตั้งแต่เรื่องแมว และอีกหลายๆเรื่องตามมา
 
เราต้องไปประกวดร้องเพลงที่เมืองอีกเมืองหนึ่งที่ห่างออกไป ที่หนักกว่านั้นคือ เรายืมเครื่องเล่นซีดีแบบพกพาของเมลมาเปิดซ้อมร้องเพลง และเราพกไปที่แข่งขันด้วย แต่เราทำหูฟังหาย (ชิบหายละ) พอประกวดเสร็จและกว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำมากแล้ว เราก็เลยไม่ได้ซักผ้า เราก็บอกเมลไปว่าทำหูฟังหายนะ แต่เดี๋ยวไอจะซื้อใช้ พอเช้าวันต่อมาซ่งเป็นวันอาทิตย์เราก็เลยขอไม่ไปโบสถ์ เพราะจะซักผ้าและทำการบ้าน เมลก็ไม่พูดอะไร และออกไปคนเดียว
 
พอกลับบ้านมา เมลก็นั่งดูทีวี เราก็เลยมานั่งดูด้วย ขณะที่นั่งดูไป เมลถามเราขึ้นมาว่า
"If you don't want to go to church, why do you come to America? Why do you live in my house? ANd why do you eat my food!?"
(ถ้าแกไม่อยากไปโบสถ์ ทำไมแกต้องมาอเมริกา ทำไมแกต้องมาอาศัยอยู่ที่บ้านฉัน และทำไมเธอต้องมากินอาหารของฉันด้วย!?)
เราอึ้งนะ อึ้งมากๆ แบบ พูดอะไรไม่ออก ตื้อไปหมด เราเลยบอกว่า I don't know
 
จากนั้นก็เลยเดินไปห้องคอม ออนเอ็ม และปรึกษาเพื่อนนร.แลกเปลี่ยนที่ออนๆอยู่ว่าเจออย่างงี้แล้วออกเลยดีมั้ย ซึ่งส่วนใหญ่ก็แนะนำว่าเปลี่ยนเลยดีกว่า เราไมไ่ด้จ่ายเงินมาเพื่อเจออะไรแบบนี้
 
วันต่อมาซึ่งเป็นวันจันทร์ เราก็ไปโรงเรียนตามปกติ แล้วก็คุยกับมอทและคายลี่เพื่อปรึกษาเรื่องนี้ สรุปคือย้ายไปเลยดีกว่า แล้วก็นัดแนะกันว่าจะไปฮัลโลวีนกันที่ไหนดี สรุปคือจะไปกับมอท คายลี่ และเมแกน เมแกนจะขับรถมารับที่บ้านในคืนวันฮัลโลวีน
 
วันต่อมาเป็นวันอังคาร แอนเดรียชวนไปสระว่ายน้ำเพื่อไปดูเธอว่ายน้ำทดสอบหลังเลิกเรียน เราก็ตกลงไป มีเรา แอนเดรีย และแบรนดี้ขับรถพาไป เราก็เลยขอแวะซื้อหูฟังเพื่อเอาไปคืนให้เมล แต่ว่าแบรนดี้พาไปหลายที่มาก เราก็เลยได้กลับบ้านเลทซะงั้น ความผิดเราเองแหละ เราไม่กล้าบอกแบรนดี้ (เกรงใจ)
 
พอกดรีโมตเปิดประตูโรงรถ (สะดวกมาก ใช้รีโมตเลย) และเดินเข้าบ้าน เมลก็เดินมาด่าเลย "Where have you beeeeeeeeeeeeen?!?!?!?"
เราก็ขอโทษไป บอกไปดูแอนเดรียว่ายน้ำอย่างงั้นอย่างงี้ ชีก็ด่าๆ
เมล: แล้วทำไมไม่โทรมาบอก?
เรา: ไม่มีโทรศัพท์
เมล: ใช้โทรศัพท์สาธารณะก็ได้
เรา: หาไม่เจอ
เมล: อย่ามาโกหก ทุกๆที่มีโทรศัพท์สาธารณะ
เรา: ที่ไหนบ้างล่ะ?
เมล: .................(อึ้ง พูดไม่ออก เพราะมันไม่มีจริงๆ).........................
 
แล้วก็หาเรื่องด่าต่อ เราก็เลยเอาหูฟังออกมา แล้วบอกว่า เนี่ย ไอซื้อของใหม่มาคืน
 
เชื่อมั้ย ชีีหุบปากเลย แววตาประกาย รับมาแล้วขอบคุณ ได้ของฟรีไง เราก็อึ้งนิดๆนะ ว่าเฮ้ย แค่ได้ของฟรีแค่นี้ปฏิกริยาเปลี่ยนไปมา
 
จากนั้นชีก็ถามว่าได้บ้านใหม่หรือยัง เราก็บอกว่ายัง แต่กำลังจะย้าย
 
แค่นั้นแหละ มัน(ขอใช้คำว่ามันแล้วกัน) ก็โมโหใหญ่ ด่ากราด "รู้มั้ย ไอไม่ได้ไปเยี่ยมลูกชายเพราะยู!!! ลูกชายไอป่วยขนาดไหนยูไม่มีวันเข้าใจ!! ไปเลยนะ ย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้ภายในวันพฤหัส!!"
 
อ้าวอินี่ มึงท้าใช่มั้ย ได้!! เราก็เดินเข้าห้องไปเก็บของทุกอย่างทุกชิ้นเตรียมไว้ก่อนและซ่อนเอาไว้ให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น (แต่ของทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าเดินทางหมดเลย เหลือไว้แค่ของจำเป็นหรือของที่เคยวางๆเอาไว้บนโต๊ะที่สามารถเห็นได้ จะได้ไม่มีข้อสงสัย)
 
วันต่อมาเป็นวันพุธ ซึ่งเป็นวันฮัลโลวีน เราก็กลับบ้านมา และบอกเมลว่าจะออกไป Trick or Treat กับเพื่อนข้างนอกนะ มันก็ด่าๆหน่อยนึงว่าไปทำไม ทำไมไม่บอกก่อน ไอซื้อขนมมาให้ยูให้เด็กที่จะมา trick or treat แล้วนะ มันเปลือง รู้มั้ย เราก็เลยถามกลับว่า "แล้วทำไมยูไม่ถามว่าไอจะไปไหนมั้ย แล้วไอเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนะ วันฮัลโลวีนทั้งทีจะไม่ให้ไอออกไปไหนเลยเหรอ?" ชีก็อึ้งๆไป แล้วก็ถามเราว่า ทำไมยูแพ็คกระเป๋า?? เราก็เลยบอกว่า "ก็ยูให้ไอย้ายออกภายในวันพฤหัส ก็เนี่ยไง วันนี้วันพุธ ไม่เกินวันพฤหัสนะ" ชีก็โกรธ เราก็ไม่สน ก็เดินกลับเข้าห้องไปเตรียมของจริงๆจังๆ และพอใกล้ๆเวลาเพื่อนมารับเราก็ค่อยๆขนของออกมาไว้ที่โรงจอดรถ รอเพื่อนมารับ
 
ซักพักเพื่อนก็มาถึงก็เดินมาหาเราที่บ้าน เราก็เดินเข้าไปเอากระเป๋าเงินและโทรศัพท์ และบอกเมลว่าไปแล้วนะ (หมายถึงไป trick or treat) เดี๋ยวกลับมา ซึ่งเมลก็บอกว่า ok, bye, be safe! เมแกนก็ได้ยิน แต่ก็าถามว่าทำไมขนของมาไว้ข้างนอกล่ะ? เราก็บอก ก็จะย้ายแล้ว
 
จากนั้นพวกเราก็เดินทางมาที่บ้านคายลี่เพื่อรับคายลี่ออกไป trick or treat พาลงจากรถเท่านั้นแหละ แม่คายลี่เดินดุ่มๆเข้ามาหาเราด้วยท่าทางโกรธมากๆว่า "ยูหนีออกจากบ้านมาเหรอ!?!?!?" เราตกใจโคตรๆ คืองงไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็บอกว่าไม่ได้หนี เค้าก็ไม่เชื่อ แต่เมแกนเป็นพยานให้ว่าเมลก็บอกลาเราแล้ว เราจะหนีออกจากบ้านได้ไง คนหนีออกจากบ้านเค้าต้องกล่าวอำลาด้วยเหรอ
 
เค้าก็เลยเริ่มเชื่อ และบอกเราว่า "เมลโกรธมาก หาว่าไอลักพาตัวเธอออกจากบ้าน และบอกว่าถ้าไอไม่พาเธอกลับไปภายในครึ่งชั่วโมง ชีจะแจ้งตำรวจ!!"
 
เราก็ร้องไห้ออกมาเลย แปลกนะ เราตั้งใจไว้ว่าเราจะไม่ร้องไห้ง่ายๆอีกแล้ว โดยเฉพาะกับผู้หญิงคนนี้ และตอนนั้นเราคิดถึงแม่มาก เพราะเราไม่ได้คุยกับแม่มาเดือนกว่าๆแล้ว เพราะถ้าจะต้องติดต่อ คือต้องโทรผ่านมือถืออิเมลเท่านั้น (สรรพนามใช้เรียกจะหยาบมากขึ้นเรื่อยๆ) แล้วเราก็ไม่อยากจะยุ่งจะรบกวนอะไรอีกต่อไป
 
แต่ตอนนั้นมันท้อทุกอย่าง ทำไมชีวิตเป็นแบบนี้ ทำไมไม่มีใครเห็นใจกูเลย เราก็ทั้งร้องไห้ทั้งพร่ำบ่นความในใจออกมาหมดเลย เค้าเลยเริ่มเชื่อ และเริ่มสงสาร (ฟังดูสมเพช) เพื่อนคนดำคนหนึ่งที่เราสนิท (ที่นัดกันจะไป trick or treat ด้วยกัน) มากอดเราแล้วบอกว่า ยูเก่งมากๆเลยนะ เข้มแข็งมาก ถ้าเป็นฉัน ฉันคงตายไปแล้ว ฉันชื่นชมเธอจริง... ประทับใจค่ะ T^T
 
จากนั้นแม่คายลี่ก็โทรหาแคเรนและบอกเรื่องราวทั้งหมด แคเรนก็ยืนยันว่าอย่าเพิ่งย้าย แคเรนไม่อนุญาต เดี๋ยวจะโทรไปคุยเอง ผ่านไปสักพัก แคเรนโทรกลับมาหาแม่คายลี่แล้วบอกว่า ย้ายออกมาได้เลย ตอนนี้เมลบ้าไปแล้ว เธอขาดสติไปแล้ว ตอนนี้ก็ฝากยิ้มไว้กับบ้านคายลี่ก่อนแล้วกัน
 
หลังจากนั้นทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าเราไม่ผิดจริงๆ เป็นที่เมลที่ผิดเอง คือ ชีไม่ค่อยปกติอ่ะ ขี้หลงขี้ลืม ชอบนึกไปเองและเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างงั้นจริงๆ
 
 
 Photobucket
นี่คือเมล, หมา, และแมว ในแบบการ์ตูน ไม่สวยจะว่ากันนะ
ตอนนี้เครื่องสแกนเสีย เลยใช้กล้องถ่ายจ้ะ
 
 
 
สรุปก็คือ เราได้มาอยู่ที่บ้านคายลี่พักหนึ่ง กับชีวิตใหม่
 
 
 
 
ไว้เล่าเรื่องบ้านใหม่ในตอนต่อไปนะจ๊ะ
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เพิ่งอ่าน ชีวิตสีเหลืองอ่อนมา....
เอนทรี่นี้ช่างแตกต่าง.....

พออ่านแล้ว..สุดยอด
มันส์มากครับ ตอนนี้สนุกตื่นเต้นดี
นี่คือประสพการ์ณชีวิตครับ

รออ่านตอนหน้า....open-mounthed smile

#2 By Art Jeeno on 2010-12-29 12:48

> 0<

เฮ้อออออ


รันทดเจง ง ง ง ง



งง กะระบบ โฮตส์แหะ

เราขอเปลี่ยนที่กะคงทำเรื่องเองไม่ได้หรอ

แต่เอาเหอะ


คิดซะว่าประสบการณืชีวิตน้อ

อยู่กะคนที่ ต่างกันทั้งความคิด

ศาสนา การใช้ชีวิต และ บลาๆๆๆๆๆ


เริ่มใหม่ที่ใหม่ก็ดีแล้วน้อออออ